08-0003-1188 / 08-0003-1177

4 เหตุผลที่ แมนฯยู ปีศาจแดงยังรวยที่สุดในเกาะอังกฤษ

Oct 04, 2019 / 17:04   อ่าน : 15

“อะไรจะเกิดขึ้นในสนามตระกูลเกลเซอร์ก็ไม่สนใจหรอก เพราะ แมนฯยู ยังทำเงินได้” นั่นคือคำพูดของ เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตนักเตะลิเวอร์พูล ที่ปัจจุบันกลายเป็นนักวิเคราะห์ฝีปากจัดจ้าน คำพูดของเขาน่าจะทิ่มแทงใจแฟนๆ ยูไนเต็ด จำนวนไม่น้อย เพราะนั่นคือข้อเท็จจริง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

มัลคอล์ม เกลเซอร์และลูกชาย อัฟราม ถือหุ้น “ปิศาจแดง” มายาวนานตั้งแต่สโมสรเริ่มเป็นมหาชนในปี 1990 แต่ด้วยจำนวนน้อยนิด แล้วค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2003 ก่อนเทคโอเวอร์อย่างเต็มตัวกับหุ้น 57 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคม 2005

ลืมเรื่องที่เขาเป็นนักเตะลิเวอร์พูลไปได้เลย เพราะคาร์ราเกอร์ สับแหลกทุกทีมทุกสิ่ง แม้กระทั่งทีมเก่าก็ไม่เว้น บ่อยครั้งเขาหยิบยกข้อมูลที่เป็นจริง เป็นข้อเท็จจริงมาพูดออกสื่อและในครั้งนี้ก็เช่นกัน นั่นอาจแปลได้ว่า เอ็ด วู้ดวาร์ด ประสบความสำเร็จในการบริหารทีมไม่น้อย เพราะพวกเขายังเป็นสโมสรฟุตบอลที่รวยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แม้ตัวเลขในตารางคะแนนดูน่าอายไปสักหน่อย

ว่ากันว่า “ลอร์ดเอ็ด” ยังตามหาผู้อำนวยการฟุตบอลต่อไป เป็นภารกิจที่ยังไม่สำเร็จดี เพราะมันเป็นงานยากที่จะตามหาใครสักคน ซึ่งมีความรู้ความสามารถ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรมีอำนาจบารมี มีภาพลักษณ์ที่ดีอาจเป็นอดีตนักเตะระดับตำนานสักราย แต่สถานการณ์เผือกร้อนแบบนี้ใครจะอยากมารับหน้า

เรอัล มาดริด

เรอัล มาดริด ครองตำแหน่งทีมที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกครั้ง แม้ผลงานในปีก่อนยันปีนี้ยังไม่น่าประทับใจนัก ล่าสุดเพิ่งไต่ขึ้นมาเป็นจ่าฝูงลาลีกาแบบกระหืดกระหอบ

แต่นั่นอาจไม่ได้สำคัญเท่าตัวเลขที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกว่า พวกเขายังเป็นสโมสรที่ร่ำรวยเหนือทีมใดในอังกฤษ จากการจัดอันดับของหลายสถาบัน ก่อนหน้านี้พวกเขามีสถานะร่ำรวยที่สุดในโลกเมื่อปี 2018 แต่ในปีนี้ เรอัล มาดริด แซงหน้าขึ้นไปเป็นที่ 1 ตามมาด้วย บาร์เซโลน่า ส่วนอันดับ 3 ของโลกคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเขายืนหนึ่งเหนือทีมอื่นในชาติเดียวกัน

ตัวเลขสนับสนุนหรือเหตุผลน่ะหรือ...

4 เหตุผล แมนฯยู ที่ยังคงร่ำรวยเป็นอันต้นในวงการลูกหนัง

แมนฯยู

หนี้สินน้อยที่สุดตั้งแต่ปี 2005

หลังจากไล่ซื้อหุ้นของทีมแมนฯยูมาครอบครองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็ยังไม่หยุดการใหญ่ และพา MANU เข้าตลาดหุ้นนิวยอร์กในปี 2012

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจอาจเคยได้ยินค่ำว่า ยิ่งมีหนี้มากก็ยิ่งรวยมาก แต่มันจะเกิดขึ้นเมื่อหนี้นั้นนำไปพัฒนาธุรกิจ และเมื่อหนี้สินต่อทรัพย์สินลดจำนวนลง แนวโน้มองการเติบโตของบริษัทก็เป็นไปในทางที่ดี และมันเป็นแบบนั้นที่ ยูไนเต็ด การบริหารทีมหลังจาก มัลคอล์ม เกลเซอร์ เข้ามาเทคโอเวอร์ดีขึ้นเป็นลำดับ และในตอนนี้หนี้สินของทีมมีสัดส่วนลดลงจนน้อยที่สุด แถมยังจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นรวมลูกๆ ทั้ง 6 คนของ มัลคอล์ม อย่างครบถ้วน

ปี 2019 แมนฯยู มีหนี้น้อยที่สุดในรอบ 14 ปีลดลงจาก 253.7 ล้านปอนด์ (10,292 ล้านบาท) มาอยู่ที่ 203.6 ล้านปอนด์ (8,144 ล้านบาท) ของมูลค่าทีม 3,098.84 ล้านปอนด์ (123,953 ล้านบาท)

ปีศาจแดง

กำรี้กำไร

หากคุณคือนักลงทุนราคาหุ้น MANU เมื่อเปิดสาธารณะครั้งแรก (IPO) คือ 14 ดอลลาร์สหรัฐ (420 บาท) ตกรูดลงกว่าราคาแรกไปมากเมื่อ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อำลา กลายเป็น เดวิด มอยส์ มารับตำแหน่ง และขึ้นสูงสุดที่ 26.20 ดอลลาร์ (786 บาท) เมื่อประกาศว่า โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาทำทีม ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 16.41 ดอลลาร์ (492.3 บาท) และเป็นหุ้นที่นักวิเคราะห์มองว่า อย่าเสี่ยงซื้อในตอนนี้จะดีกว่า

ตัวเลขที่เขียนไปในบรรทัดข้างบนอาจฟังดูเว่อร์วังอลังการ แมนฯยูรวยขนาดนั้นจริงหรือ จริงจ้ะ มูลค่าของทีมนับทุกสิ่งอย่างทั้งสิ่งปลูกสร้าง ทรัพยากรมนุษย์ ต้นทุนมากมาย นับกันไม่หวาดไม่ไหว แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายที่มากมายไม่แพ้กัน หักภาษี หักค่าเสื่อมราคาสิ่งของต่างๆ หรือจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้นเจ้าหนี้ (ถ้ามี) ถึงจะได้เห็นเพอร์ฟอร์แมนซ์ หรือศักยภาพในทางการเงินของสโมสรอย่างแท้จริง

เป็นสูตรง่ายๆ แบบเด็กๆ ที่เราเคยเขียนในกระดาษว่า รายได้ – รายจ่าย = เงินออม แต่ในทางธุรกิจ มูลค่า – รายจ่าย = กำไร และรายได้ล่าสุดของทีมก็มากกว่า 50 ล้านปอนด์ (2,000 ล้านบาท)

ผีแดง

ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

เตือนความจำว่าแชมป์ยูโรปา คือทางลัดสู่แชมเปี้ยนส์ลีกและตอนนี้ทุกคนน่าจะเข้าใจว่า โชเซ่ มูรินโญ่ มีฝีมือทีเดียวที่พาทีมคว้า 2 แชมป์ ด้วยตัวผู้เล่นเช่นนั้น

พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่เท่าเทียม ไม่ว่าจะได้ค่าลิขสิทธิ์สูงเท่าไรก็จะแบ่งจ่ายให้ทั้ง 20 ทีมในราคาเท่าๆ กัน นี่จึงเป็นเงินก้อนโตที่หล่อเลี้ยงทีมขนาดเล็กและน้องใหม่ที่กระเสือกกระสนเลื่อนชั้นขึ้นมาได้สำเร็จ และสำหรับทีมใหญ่ที่มีฟุตบอลยุโรป หนทางในการหาเงินของพวกเขาก็เพิ่มเติมขึ้นไปอีกโดยเฉพาะ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากชื่อเสียงแล้ว เงินทองก็สำคัญพอๆ กัน

ปี 2018 ผลงานของทีมคือการไปเล่นยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ไม่ต้องถามย้อนต่อจากนั้นว่าได้โควตามาอย่างไร (ฮา) ด้วยค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดสองทางรวมกัน รายได้ของพวกเขาจึงเพิ่มขึ้นอีก 18 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน อยู่ที่ 241.2 ล้านปอนด์ (9,648 ล้านบาท) แต่ก็เป็นไปได้ว่ารายรับของทีมในปี 2019 จะลดลง เพราะพวกเขากลับลงไปเล่น ยูโรปา อีกแล้ว

ยูไนเต็ด

ส่งเสริมเยาวชนปีศาจแดง

น่าจะเป็นเพราะความเชื่อมั่นที่มีให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เจสซี่ ลินการ์ด โซลชา จึงหยุดการใช้จ่ายไว้ที่ 3 แข้งในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

นโยบายปั้นเด็ก ใช้งานแข้งจากอคาเดมี่แมนฯยู ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อนักเตะ จริงเหรอ? ก็อาจจะจริงในอนาคต แต่มันยังไม่จริงในตอนนี้ และการซื้อเพียง 3 แข้ง แม้ราคาสูง ก็ถือว่าประหยัดไปได้มาก แม้ในความเป็นจริงพวกเขาอาจต้องการอะไรมากกว่านี้ อย่างเพลย์เมกเกอร์ และแฟนๆ อาจไม่แน่ใจว่าที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำอยู่คือการช่วยประหยัดหรือว่าดันทุรัง

วู้ดวาร์ด กล่าวไว้ว่า “สิ่งสำคัญคือความอดทน เราจะไม่หลงทาง” การสร้างทีมก็เป็นเช่นนั้น ต้องอดทนรอคอย แม้ไม่มีอะไรรับประกันว่าผู้จัดการทีมระดับลูกหม้อจะพาแข้งชุดนี้ไปได้ไกลแค่ไหน

โลกความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่าภาพที่วาดไว้อยู่เสมอ ผู้บริหารอาจยอมทนฟังแฟนบอล แมนฯยู ตำหนิต่อว่า ผู้จัดการทีมยอมรับความกดดันและเดินหน้าไปตามแผน ผลงานในสนามไม่ดีในตอนนี้ไม่ได้แปลว่าจะย่ำแย่ตลอดไป หรือมันก็อาจเป็นเรื่องยอมรับได้บ้าง ตราบเท่าที่สโมสรยังทำกำไร เพราะความภักดีที่แฟนๆ มีให้มันยังคงอยู่ ไม่ต่างจากลมใต้ปีก จนกว่าผลงานจะร่วงลงติดต่อกัน 10 ปี ถึงตอนนั้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ใครจะรู้


Tags : ปีศาจแดง, แมนฯยู, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด