จบไปแล้วในฤดูกาลนี้สำหรับศึก แดงเดือด ผลปรากฏว่า ลิเวอร์พูลเก็บไปทั้งสิ้น 4 คะแนน จากการบุกไปเสมอที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดและเก็บชัยชนะในบ้านตัวเอง ในแมตช์ล่าสุด ณ สนามแอนฟิลด์ทัพ “หงส์แดง” เก็บชัยชนะด้วยสกอร์ 2-0 จากการยิงของ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์ทำให้พวกเขายังคงไม่แพ้ใครต่อไป

แน่นอนว่าในเกมใหญ่ๆ แดงเดือด แบบนี้ มีประเด็นหลายๆ อย่างให้พูดถึงกันมากมายเลยนะครับ แม้ว่าผลการแข่งขันที่ออกมา มันจะเป็นไปตามคาดของใครหลายๆ คนก็เถอะ

 

ประเด็นเด็ดที่เกิดขึ้นในศึก แดงเดือด ที่ผ่านมา

 

1.อาการบาดเจ็บของแรชฟอร์ดส่งผลอย่างมากในเกม

แรชฟอร์ด

ไม่ต้องสงสัยเลย กับการขาดหายไปของแรชฟอร์ด ที่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน เพราะเขาคือดาวซัลโวของทีม การขาดผู้เล่นที่ยิงไปได้ถึง 14 ลูกในลีก มันส่งผลเสียอย่างมาก โดยเฉพาะกับทีมที่ยังไม่ได้เก่งไปในทุกขุมกำลังอย่างแมนฯยูไนเต็ด ในเกม แดงเดือด  เมื่อสุดสัปดาห์ แมนฯยูเองก็มีโอกาสที่จะทำประตูตีเสมอเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามันไม่มีความเฉียบคมพอที่จะทำได้

แรชฟอร์ดอาจจะไม่ได้เป็นผู้เล่นที่คมกริบมากนัก แต่อย่างน้อยถ้ามีเขาอยู่ในสนาม โอกาสที่ได้ก็อาจจะมีมากขึ้น และทีมก็อาจจะมีโอกาสที่จะทำประตูตีเสมอได้มากกว่านี้ จังหวะชาร์จไม่ถึงของอันเดรส เปเรยร่า รวมถึงการหลุดเข้าไปยิงเต็มหลังเท้าของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ในเกมแบบนี้ มันไม่สามารถปล่อยโอกาสแบบนั้นให้หลุดมือไปได้เลย เพราะว่าคุณจะไม่ได้รับโอกาสแบบนั้นมากนักหรอก

คราวนี้นอกจากมันส่งผลในเกม แดงเดือด ล่าสุดแล้ว นี่คือการบ้านของทีมในเกมต่อๆ ไป ว่าจะต้องทำอย่างไรกันกับการยิงประตู เพราะเจ้าตัวนั้นจะต้องหายไปอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์เลยทีเดียว

 

2.ผู้รักษาประตูที่ทำสถิติให้ลิเวอร์พูลในรอบ 10 ปี

อลิสซง เบคเกอร์

 

ลูกยิงปิดกล่องของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์เป็นการแอสซิสต์จากการวางบอลยาวของอลิสซง เบคเกอร์ผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูล มันคือความฉลาดในการออกบอลของนายด่านชาวบราซิเลียน ที่ไม่ใช่ว่าโกลทุกๆ คนจะทำได้นะครับ แน่นอนว่าอลิสซงไปถึงขั้นนั้นได้ และเขาคือระดับโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

นี่คือการทำแอสซิสต์แรกของเขา ในการเล่นพรีเมียร์ลีก มันยังเป็นการทำแอสซิสต์ของผู้รักษาประตู ครั้งแรกในรอบ 10 ปีของลิเวอร์พูลอีกด้วย

นับย้อนไปเมื่อปี 2010 เปเป้ เรน่า นายทวารชาวสแปนิช ที่ปัจจุบันถูกแอสตัน วิลล่ายืมตัวเข้ามาสู่ทีม สมัยที่เขายังอยู่กับ “หงส์แดง” เคยเปิดบอลให้กับเฟร์นานโด ตอร์เรสยิงประตูใส่ซันเดอร์แลนด์มาแล้ว และหลังจากนั้นมา ก็มาถึงอลิสซงนี่แหละ ผลงานแอสซิสต์ของเขา รวมถึงการเปิดบอลในจังหวะต่างๆ มันแสดงให้เห็นว่าเขานั้นเหนือกว่าดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูของแมนฯยูไนเต็ด ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จริงอยู่ที่ เด เคอา มีลูกเซฟสุดสวยมากมาย แต่มันก็ใช่ว่าอลิสซงจะทำแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อเรื่องการเซฟประตู แดงเดือด ทั้งสองคน รวมถึง เอแดร์สัน ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีคล้ายๆกัน ความนิ่งต้องยกให้อลิสซงกับเด เคอา แต่เรื่องการเปิดบอล เป็นสิ่งที่ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช ยังทำได้ไม่ดีพอ นั่นทำให้ท้ายสุดแล้ว ผู้ที่ครองตำแหน่งยาชิน โทรฟี่คนนี้ ในปัจจุบันเขาเป็นนายทวารที่ดีที่สุดในโลกเหนือเด เคอาไปเป็นที่เรียบร้อย

 

3.การปลดล็อกของโมฮาเหม็ด ซาล่าห์

โมฮาเหม็ด ซาล่าห์

แม้ว่าซาล่าห์จะยังไม่ได้เล่นดีนัก ในเวลาที่เขาลงสนามเจอกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ศึก แดงเดือด เหมือนกับทีมอื่นๆ ที่เขาเคยเจอมา แต่อย่างน้อยในเกม แดงเดือด นี้เขาก็ได้ปลดล็อกการยิงประตูใส่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้แล้ว การถอดเสื้อดีใจแบบนั้น มันแสดงให้เห็นเลยว่า ซาล่าห์ดีใจมากขนาดไหน กับการได้ประตูนี้ เพราะนอกจากมันจะเป็นลูกปิดกล่อง ทำให้ทีมเก็บ 3 แต้ม มันยังเป็นลูกยิงไปซุกก้นตาข่ายหนแรกที่เขาทำใส่แมนฯ ยูไนเต็ดได้สักที

มันเหมือนเป็นการปลดปล่อยอยู่เหมือนกัน แม้ว่ามันจะเป็นเกมๆ หนึ่งที่เขาจะต้องลงแข่งขันเหมือนทุกๆเกม แต่เชื่อเถอะ คนเป็นนักเตะ มันจะต้องมีอะไรติดใจเขาอยู่เหมือนกัน กับการที่ยิงทีมๆ นี้ไม่ได้สักที

ทำให้ตอนนี้ เขายิงใส่คู่แข่งในพรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 23 จาก 24 คู่แข่งที่ได้เจอ มีแค่เพียงสวอนซี เท่านั้นเองที่เขายังยิงไม่ได้ ถ้าไม่นับทัพ “หงส์ขาว” ที่ตกชั้นไป และยังไม่รู้จะกลับมาได้อีกเมื่อไหร่ มันเท่ากับว่าเขายิงประตูใส่คู่แข่งมาแล้วทุกทีมที่เจอ เชื่อเถอะว่าศึก แดงเดือด ต่อจากนี้ ซาล่าห์จะยิงประตูได้เพิ่มอีกแน่นอน เพราะมันเป็นการปลดภาระของเขาไปเป็นที่เรียบร้อย

 

4.คล็อปป์พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง

เจอร์เก้น คล็อปป์

อาจจะจริงที่ลิเวอร์พูลเก่งอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ศึก แดงเดือด  เท่านั้นและเข้าใกล้จะคว้าแชมป์ได้ในตอนนี้ แต่ถ้าเรายังจำตั้งแต่วันแรก ที่เขาเข้ามาอยู่กับทีม จนมาถึงปัจจุบัน เราจะเห็นได้ชัดว่า “หงส์แดง” นั้นดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ จากที่เสียประตูง่าย ก็กลายเป็นทีมที่เหนียวจากการเข้ามาของ ฟาน ไดค์ จากทีมที่มักจะพลาดการทำแต้ม ก็มาไล่จี้แมนเชสเตอร์ ซิตี้เหลือแค่ 1 คะแนนในซีซั่นที่แล้ว

จากที่มีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จนพลาดการเป็นแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็นิ่งและสามารถปิดเกมได้ ในการเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และในซีซั่นนี้ จากทีมปกติทั่วไป มันก็กลายเป็นทีมระดับที่ไม่มีใครหยุดยั้ง ด้วยสถิติการเอาชนะ 21 นัดจาก 22 เกม เสมอนัดเดียว และยังไม่แพ้ใคร

นอกจากนั้น สถิติของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ในการพบกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงก่อนหน้าไม่ค่อยดีนัก โดยนี่คือคู่แข่งที่เขามีสถิติแย่ที่สุดคือชนะ 2 เสมอ 6 แพ้ 2 จากการพบกัน 10 ครั้ง แต่ความพ่ายแพ้ของคล็อปป์ ที่พบกับ “ปีศาจแดง” นั้น มันเป็นเพียงแค่ช่วงแรกๆ ทั้งนั้น 4 เกมหลังสุดที่คล็อปป์ได้ดวลศึก แดงเดือด กับแมนฯ ยูเขาไม่ทำให้ทีมแพ้เลย แถมเสียไปเพียง 2 ประตูเท่านั้น

10 เกมหลังสุดที่พบกันในทุกรายการ คล็อปป์พาทีมแพ้แมนฯ ยูเพียงหนเดียว และยังเป็นการแข่งขันที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกด้วย

ขณะที่การพ่ายแพ้ในถิ่น แอนฟิลด์ นั้นลืมไปได้เลย เพราะครั้งสุดท้ายที่พ่ายให้กับคู่ปรับตลอดกาลในบ้านตัวเอง นั้นต้องย้อนไปหลังจากนั้นอีกหนึ่งแมตช์

มันทำให้เห็นว่า คล็อปป์ไม่ได้หยุดแค่การพาทีมเก็บชัยชนะ และคว้าแชมป์ได้เท่านั้น แต่เขาทำให้ความพ่ายแพ้ที่เคยเกิดขึ้นเมื่ออดีต ปรับเปลี่ยนเป็นชัยชนะในเวลาปัจจุบันอีกด้วย ทั้งๆ ที่ในเกม แดงเดือด นัดนี้ พวกเขาได้แค่แต้มเดียว เล่นประคองเอาผลเสมอ หรือต่อให้แพ้ มันก็แทบไม่ได้ส่งผลอะไรกับการลุ้นแชมป์ แต่เขาก็ไม่ได้ยอมง่ายๆ และยังต้องการชัยชนะต่อไป

หลังจากจบการแข่งขัน แดงเดือด ไปเป็นที่เรียบร้อย ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายที่คว้าชัยชนะมาครองได้สำเร็จ ยิงไป 2 ประตูทำให้พวกเขาขยับแต้มเพิ่มเป็น 64 คะแนนจากการเล่น 22 เกม ขึ้นไปรั้งตำแหน่งจ่าฝูงด้วยการสะสมชัยชนะไป 21 เสมอ 1 และยังไม่เคยแพ้ใคร ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังหยุดคะแนนอยู่ที่ 34 แต้มจากเล่น 23 เกม ตกอยู่ในอันดับ 5 ของตาราง

ซึ่งท่านสามารถติดตามศึกใหญ่อีกได้ในฤดูกาลหน้าโดยร่วมสนุกมากกว่าเดิมดัวยการ สมัคร sbobet ให้คุณแทงบอลออนไลน์และกีฬาพนันออนไลน์อื่นเป็นการเพิ่มรายได้เป็นหอบเป็นกำ